top of page
Search

รากฟันเทียมยี่ห้อไหนดี? รู้จัก Straumann, Neodent และ MegaGen สามระบบที่เดนทิฟิกเลือกใช้


เมื่อเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับรากฟันเทียม หลายคนมักเริ่มจากคำถามว่า “ยี่ห้อไหนดีที่สุด” หรือ “แต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร”


ความจริงคือ รากฟันเทียมที่ดีไม่ได้ตัดสินจากประเทศผู้ผลิต ชื่อเสียง หรือเทคโนโลยีของแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าสามารถนำมาใช้กับสภาพกระดูก เหงือก ตำแหน่งฟัน และแผนการบูรณะของคนไข้ได้เหมาะสมเพียงใด


ที่เดนทิฟิก เคสรากฟันเทียมจะได้รับการตรวจและวางแผนโดยทันตแพทย์ที่ดูแลงานฝังรากฟันเทียมโดยตรง เพราะการรักษาไม่ได้จบลงในวันที่ฝังรากเทียม แต่ต้องคิดต่อไปถึงตำแหน่งของครอบฟัน การสบฟัน ความสวยงาม การทำความสะอาด และการดูแลในระยะยาว

ปัจจุบันเดนทิฟิกเลือกใช้รากฟันเทียม 3 แบรนด์ ได้แก่ Straumann, Neodent และ MegaGen โดยแต่ละระบบมีแนวคิดด้านวัสดุ พื้นผิว และการออกแบบที่แตกต่างกัน เพื่อให้ทันตแพทย์มีตัวเลือกเพียงพอสำหรับสภาพช่องปากที่หลากหลาย


ก่อนเลือกยี่ห้อ ต้องเข้าใจก่อนว่ารากฟันเทียมคืออะไร

รากฟันเทียมคือวัสดุที่ฝังลงในกระดูกขากรรไกร เพื่อทำหน้าที่ทดแทนรากฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป หลังจากรากเทียมยึดกับกระดูกได้อย่างเหมาะสม จึงเชื่อมต่อกับส่วนรองรับและครอบฟันด้านบน

รากฟันเทียมหนึ่งซี่จึงประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายส่วน ได้แก่


  • ตัวรากเทียมที่อยู่ในกระดูก

  • ส่วนเชื่อมต่อหรือ Abutment

  • ครอบฟันที่ใช้บดเคี้ยวและมองเห็นภายนอก

  • สกรูและชิ้นส่วนประกอบภายในระบบ


ดังนั้น การเลือกรากฟันเทียมจึงต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะตัวรากที่ฝังลงในกระดูก

งานทบทวนอย่างเป็นระบบที่ติดตามผลระยะ 10 ปี รายงานอัตราการคงอยู่ของรากฟันเทียมโดยรวมประมาณ 96.4% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้ผลลัพธ์เหมือนกัน เพราะผลการรักษายังขึ้นกับสุขภาพของคนไข้ ตำแหน่งที่ฝัง งานบูรณะ แรงสบฟัน และการดูแลภายหลังร่วมด้วย(Clinical Oral Implants Research)


รากฟันเทียมแต่ละยี่ห้อต่างกันตรงไหน

แม้รากฟันเทียมส่วนใหญ่จะผลิตจากวัสดุที่มีความเข้ากันได้กับร่างกาย แต่แต่ละระบบยังมีรายละเอียดแตกต่างกันหลายด้าน เช่น

  1. วัสดุที่ใช้ผลิตตัวรากเทียม

  2. กระบวนการปรับสภาพพื้นผิว

  3. รูปทรงของตัวรากและลักษณะเกลียว

  4. ระบบเชื่อมต่อระหว่างรากเทียมกับครอบฟัน

  5. ขนาดและรูปแบบของรากเทียมที่มีให้เลือก

  6. ชิ้นส่วนสำหรับงานบูรณะประเภทต่าง ๆ

  7. ข้อมูลทางคลินิกและการดูแลต่อเนื่องในอนาคต

ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่าแบรนด์หนึ่งดีกว่าอีกแบรนด์เสมอไป แต่ช่วยให้ทันตแพทย์เลือกเครื่องมือให้เหมาะกับเงื่อนไขของแต่ละเคสมากขึ้น



1. Straumann: จุดเด่นด้านวัสดุและข้อมูลทางคลินิกระยะยาว

Straumann เป็นระบบรากฟันเทียมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่มีประวัติด้านงานรากฟันเทียมมายาวนาน จุดเด่นที่มักได้รับการกล่าวถึงคือวัสดุ Roxolid® และพื้นผิว SLActive®

Roxolid® เป็นโลหะผสมระหว่างไทเทเนียม 85% และเซอร์โคเนียม 15% ซึ่งผู้ผลิตพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความแข็งแรงเชิงกลเมื่อเทียบกับไทเทเนียมทั่วไป คุณสมบัตินี้ทำให้ระบบมีตัวเลือกรากเทียมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กหรือมีความยาวสั้นสำหรับบางสถานการณ์ทางคลินิก

อย่างไรก็ตาม การใช้รากเทียมขนาดเล็กหรือขนาดสั้นไม่ได้แปลว่าจะหลีกเลี่ยงการปลูกกระดูกได้ทุกกรณี ทันตแพทย์ยังต้องประเมินปริมาณกระดูก ตำแหน่งฟัน และแรงบดเคี้ยวเป็นรายบุคคล(Straumann Roxolid)


ส่วน SLActive® เป็นพื้นผิวที่มีคุณสมบัติชอบน้ำหรือ Hydrophilic Surface พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนกระบวนการเริ่มต้นของการยึดติดระหว่างรากเทียมกับกระดูก โดย Straumann มีข้อมูลติดตามผลของพื้นผิวนี้ในช่วง 5–10 ปีเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง(Straumann SLActive)


เหตุผลที่เดนทิฟิกเลือก Straumann

  • มีตัวเลือกด้านวัสดุ ขนาด และรูปแบบรากเทียมค่อนข้างครอบคลุม

  • มีข้อมูลทางคลินิกและการติดตามผลระยะยาวจำนวนมาก

  • มีชิ้นส่วนสำหรับงานบูรณะตั้งแต่ฟันซี่เดียวไปจนถึงการทดแทนฟันหลายซี่

  • เหมาะเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับเคสที่ต้องการการวางแผนด้านวัสดุหรือขนาดรากเทียมอย่างละเอียด

จุดเด่นเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า Straumann จำเป็นสำหรับคนไข้ทุกคน แต่ทำให้ทันตแพทย์มีตัวเลือกเพิ่มขึ้นเมื่อต้องรับมือกับข้อจำกัดเฉพาะของแต่ละเคส


2. Neodent: ความยืดหยุ่นของ Grand Morse และพื้นผิว Acqua

Neodent ก่อตั้งขึ้นในประเทศบราซิลตั้งแต่ปี 1993 และปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Straumann Group แต่ Neodent ไม่ใช่รากฟันเทียม Straumann ในชื่ออื่น เพราะทั้งสองแบรนด์มีระบบ การออกแบบ และชิ้นส่วนของตนเอง(Neodent History)


ระบบที่เด่นของ Neodent คือ Grand Morse® ซึ่งให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อระหว่างตัวรากเทียมกับส่วนบูรณะ รวมถึงการออกแบบที่สามารถรองรับงานตั้งแต่ฟันซี่เดียว ฟันหลายซี่ ไปจนถึงบริเวณที่ไม่มีฟันหลายตำแหน่ง


ระบบ Helix Grand Morse มีรูปทรงตัวรากแบบเรียวและการออกแบบเกลียวแบบ Progressive Thread เพื่อให้ทันตแพทย์สามารถเลือกใช้กับสภาพกระดูกที่แตกต่างกัน ขณะที่แนวคิด One Prosthetic Platform ช่วยลดความซับซ้อนของชิ้นส่วนบูรณะในรากเทียมหลายขนาด Neodent ยังมีพื้นผิว Acqua® ซึ่งเป็นพื้นผิวชนิด Hydrophilic เช่นกัน โดยพัฒนาต่อจากพื้นผิวแบบ SLA เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของของเหลวและองค์ประกอบทางชีวภาพบนผิวรากเทียมในช่วงเริ่มต้นของการหาย(Neodent Grand Morse และ Acqua Surface)


เหตุผลที่เดนทิฟิกเลือก Neodent

  • มีระบบการเชื่อมต่อและชิ้นส่วนบูรณะที่ออกแบบมาเป็นชุดเดียวกัน

  • รองรับงานบูรณะได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ฟันซี่เดียวจนถึงฟันหลายซี่

  • มีตัวเลือกรูปทรงรากเทียมสำหรับสภาพกระดูกที่แตกต่างกัน

  • มีพื้นผิว Acqua สำหรับใช้เป็นอีกทางเลือกในการวางแผน

  • อยู่ภายใต้กลุ่มผู้ผลิตที่มีระบบสนับสนุนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในระดับสากล


Neodent จึงไม่ควรถูกอธิบายว่าเป็น “Straumann รุ่นที่ถูกกว่า” เพราะเป็นคนละระบบและมีแนวคิดการออกแบบของตัวเอง ความเหมาะสมต้องตัดสินจากสภาพของเคส ไม่ใช่จากการเปรียบเทียบราคาเพียงอย่างเดียว


3. MegaGen: การออกแบบ AnyRidge เพื่อสร้างความมั่นคง


MegaGen เป็นผู้ผลิตระบบรากฟันเทียมจากประเทศเกาหลีใต้ ระบบที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดระบบหนึ่งคือ AnyRidge® ซึ่งเปิดตัวตั้งแต่ปี 2009

จุดสำคัญของ AnyRidge คือการออกแบบเกลียว KnifeThread® โดยใช้แกนกลางของรากเทียมร่วมกับความลึกของเกลียวที่แตกต่างกัน แนวคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ทันตแพทย์สร้างความมั่นคงเริ่มต้นของรากเทียมในกระดูกที่มีความหนาแน่นหลากหลาย โดยเฉพาะบริเวณที่กระดูกค่อนข้างนิ่ม

AnyRidge ใช้พื้นผิว XPEED® ซึ่งมีกระบวนการรวมแคลเซียมไอออนเข้ากับพื้นผิวรากเทียมแบบ SLA เพื่อสนับสนุนการตอบสนองของกระดูกต่อพื้นผิวรากเทียม(MegaGen AnyRidge และ XPEED, AnyRidge Design)


เหตุผลที่เดนทิฟิกเลือก MegaGen

  • การออกแบบเกลียวช่วยเพิ่มทางเลือกในการสร้างความมั่นคงเริ่มต้น

  • มีขนาดและรูปทรงให้ทันตแพทย์เลือกตามลักษณะกระดูก

  • สามารถนำมาวางแผนได้หลากหลาย ทั้งฟันซี่เดียวและงานบูรณะหลายซี่

  • มีระบบชิ้นส่วนและเครื่องมือสำหรับการทำงานตั้งแต่ขั้นตอนผ่าตัดจนถึงงานบูรณะ

  • เป็นอีกแนวทางการออกแบบที่แตกต่างจาก Straumann และ Neodent อย่างชัดเจน

การมีความมั่นคงเริ่มต้นที่ดีอาจเป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนการรักษา แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไข้ทุกคนจะสามารถใส่ฟันหรือใช้งานรากเทียมได้ทันที ระยะเวลารอขึ้นกับคุณภาพกระดูก ความมั่นคงที่วัดได้ ตำแหน่งฟัน และแรงสบฟันร่วมกัน


เปรียบเทียบรากฟันเทียมทั้ง 3 ระบบ

ระบบ

เทคโนโลยีที่นำมาใช้ประกอบการวางแผน

จุดที่ทันตแพทย์พิจารณา

Straumann

Roxolid®, SLActive®

วัสดุ ตัวเลือกด้านขนาด และข้อมูลทางคลินิกระยะยาว

Neodent

Grand Morse®, Acqua®

ระบบเชื่อมต่อ ความยืดหยุ่นของงานบูรณะ และพื้นผิว Hydrophilic

MegaGen

AnyRidge®, KnifeThread®, XPEED®

รูปทรงเกลียวและการสร้างความมั่นคงเริ่มต้นในกระดูกลักษณะต่าง ๆ

ตารางนี้ไม่ได้เป็นการจัดอันดับ เพราะเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าระบบใดเหมาะกับคนไข้ จนกว่าจะมีการตรวจช่องปากและประเมินภาพรังสีอย่างครบถ้วน


ทำไมเดนทิฟิกจึงเลือกใช้ 3 แบรนด์นี้

เราไม่ได้เลือกทั้งสามแบรนด์เพื่อแบ่งเป็นระดับธรรมดา ดี และดีที่สุด แต่เลือกเพราะแต่ละระบบตอบโจทย์การวางแผนคนละด้าน


1. ครอบคลุมสภาพกระดูกและตำแหน่งฟันที่หลากหลาย

ลักษณะกระดูกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีกระดูกหนาและแน่น ขณะที่บางคนอาจมีกระดูกบาง มีข้อจำกัดด้านความกว้าง หรืออยู่ใกล้โครงสร้างสำคัญ

การมีรากเทียมหลายรูปทรงและหลายขนาด ทำให้ทันตแพทย์สามารถพิจารณาตัวเลือกที่เหมาะกับพื้นที่จริงได้มากขึ้น


2. มีแนวคิดด้านวัสดุ พื้นผิว และเกลียวที่แตกต่างกัน

ทั้งสามระบบไม่ได้ทำงานด้วยแนวคิดเดียวกันทั้งหมด

Straumann มีจุดเด่นด้านวัสดุและฐานข้อมูลระยะยาวNeodent ให้ความสำคัญกับระบบเชื่อมต่อและความยืดหยุ่นด้านงานบูรณะMegaGen มีจุดเด่นด้านรูปทรงเกลียวและความมั่นคงเริ่มต้น

ความแตกต่างนี้ช่วยให้ทันตแพทย์เลือกจากลักษณะของเคส แทนการใช้ระบบเดียวกับคนไข้ทุกคน


3. มองไปถึงการทำครอบฟันและการดูแลในอนาคต

รากฟันเทียมเป็นการรักษาระยะยาว ในอนาคตครอบฟัน สกรู หรือชิ้นส่วนบางอย่างอาจต้องได้รับการตรวจ ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนใหม่

เดนทิฟิกจึงให้ความสำคัญกับระบบที่มีชิ้นส่วนบูรณะและข้อมูลผลิตภัณฑ์ชัดเจน การใช้ชิ้นส่วนที่ได้รับการออกแบบให้ทำงานร่วมกันภายในระบบเดียวกันยังช่วยเรื่องความพอดีและความแม่นยำของจุดเชื่อมต่อ(ITI Academy: Implant Components)


4. เลือกจากข้อมูล ไม่ใช่คำโฆษณาเพียงอย่างเดียว

พื้นผิว Hydrophilic และเทคโนโลยีต่าง ๆ อาจมีประโยชน์ต่อกระบวนการในช่วงต้น แต่ไม่ได้รับประกันว่ารากฟันเทียมจะติดเร็วหรือมีอัตราการอยู่รอดสูงกว่าในคนไข้ทุกคน

งานทบทวนอย่างเป็นระบบพบว่า พื้นผิว Hydrophilic ยังไม่แสดงความแตกต่างทางคลินิกที่ชัดเจนด้านความมั่นคงและอัตราการอยู่รอดในทุกสถานการณ์(Systematic Review: Hydrophilic Implant Surfaces) เทคโนโลยีจึงควรเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการตัดสินใจ ไม่ใช่คำรับรองผลการรักษา


แล้วทันตแพทย์จะเลือกรากฟันเทียมให้เราอย่างไร

ก่อนเลือกระบบหรือขนาดของรากฟันเทียม ทันตแพทย์จะพิจารณาข้อมูลหลายด้านร่วมกัน ได้แก่

  • ปริมาณและความหนาแน่นของกระดูก

  • ความหนาและสุขภาพของเหงือก

  • ตำแหน่งของฟันที่หาย

  • ตำแหน่งครอบฟันที่ต้องการในขั้นสุดท้าย

  • ความสวยงามของรอยยิ้ม โดยเฉพาะบริเวณฟันหน้า

  • การสบฟันและแรงบดเคี้ยว

  • พฤติกรรมนอนกัดฟัน

  • ประวัติโรคเหงือก

  • การสูบบุหรี่

  • โรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่

  • ความสามารถในการทำความสะอาดหลังรักษา


ข้อมูลปี 2024–2025 จากการทบทวนงานวิจัยขนาดใหญ่ระบุว่า ประวัติโรคปริทันต์ การสูบบุหรี่ การควบคุมคราบจุลินทรีย์ที่ไม่ดี และเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาประเมินความเสี่ยงของการอักเสบรอบรากฟันเทียม(Risk Factors for Peri-implantitis, AO/AAP Consensus 2025)


ขั้นตอนการวางแผนรากฟันเทียมที่เดนทิฟิก


1. ตรวจช่องปากและประวัติสุขภาพ

ทันตแพทย์จะตรวจฟัน เหงือก การสบฟัน และซักประวัติโรคประจำตัว ยาที่ใช้ การสูบบุหรี่ รวมถึงประวัติการรักษาทางทันตกรรมที่ผ่านมา


2. ประเมินกระดูกและพื้นที่สำหรับรากเทียม

พิจารณาภาพรังสีและข้อมูลสามมิติเมื่อมีข้อบ่งชี้ เพื่อดูความกว้าง ความสูง และตำแหน่งโครงสร้างสำคัญบริเวณที่จะฝังรากเทียม


3. ออกแบบจากครอบฟัน

ตำแหน่งของรากเทียมควรวางโดยคำนึงถึงตำแหน่งครอบฟันในขั้นสุดท้าย เพื่อให้ได้ทั้งการใช้งาน ความสวยงาม การสบฟัน และรูปแบบที่สามารถทำความสะอาดได้


4. เลือกระบบและขนาดรากเทียม

ทันตแพทย์จึงค่อยเลือก Straumann, Neodent หรือ MegaGen รวมถึงขนาดและรูปทรงที่เหมาะกับข้อจำกัดของเคสนั้น


5. ฝังรากเทียมและติดตามการหาย

หลังฝังรากเทียมจะต้องรอให้กระดูกยึดกับพื้นผิวรากเทียม ระยะเวลาแตกต่างกันตามตำแหน่ง คุณภาพกระดูก ขั้นตอนผ่าตัด และความมั่นคงของรากเทียม


6. ทำครอบฟันและนัดดูแลระยะยาว

เมื่อรากเทียมพร้อมรับแรง จึงเข้าสู่ขั้นตอนการทำครอบฟัน หลังจากนั้นยังควรเข้ารับการตรวจ ทำความสะอาด และประเมินเหงือกรอบรากเทียมอย่างสม่ำเสมอ



รากฟันเทียมยี่ห้อไหนดีที่สุด

คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ไม่มีรากฟันเทียมยี่ห้อเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน

แบรนด์ที่มีชื่อเสียงและเทคโนโลยีสูงอาจยังไม่เหมาะกับบางตำแหน่ง ขณะที่ระบบอีกแบบอาจตอบโจทย์ลักษณะกระดูกหรือแผนงานบูรณะได้มากกว่า


สิ่งที่มีผลต่อผลลัพธ์ระยะยาวอย่างแท้จริง ได้แก่

  • การวินิจฉัยที่ละเอียด

  • การวางตำแหน่งอย่างเหมาะสม

  • การเลือกขนาดและระบบให้ตรงกับสภาพกระดูก

  • การออกแบบครอบฟันและการสบฟัน

  • สุขภาพเหงือก

  • การทำความสะอาดและการตรวจติดตาม


สามแบรนด์ สามแนวคิด แต่เป้าหมายเดียวกัน


Straumann, Neodent และ MegaGen มีจุดแข็งทางการออกแบบต่างกัน เดนทิฟิกจึงเลือกใช้ทั้งสามระบบเพื่อให้ทันตแพทย์มีทางเลือกในการวางแผนที่เหมาะกับคนไข้แต่ละคน โดยไม่ได้ตัดสินจากราคาหรือชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว


หากมีฟันหาย ฟันแตกจนไม่สามารถเก็บไว้ได้ หรือกำลังพิจารณาทำรากฟันเทียม สามารถเข้ามาตรวจและวางแผนกับทันตแพทย์ที่ดูแลงานรากฟันเทียมของเดนทิฟิกก่อนได้ สามารถทำนัดได้ที่ Line:@dentific หรือโทร 091-068-1490


เพราะก่อนตอบว่าควรเลือกรากฟันเทียมระบบใด เราควรเริ่มจากการตอบให้ได้ก่อนว่า สภาพกระดูก เหงือก การสบฟัน และแผนการใช้งานของคุณต้องการอะไร

 
 
 

Comments


©2020 by dentific, created by Business Improvement team

bottom of page