รากฟันเทียมยี่ห้อไหนดี? รู้จัก Straumann, Neodent และ MegaGen สามระบบที่เดนทิฟิกเลือกใช้
- dentific

- 4 days ago
- 2 min read

เมื่อเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับรากฟันเทียม หลายคนมักเริ่มจากคำถามว่า “ยี่ห้อไหนดีที่สุด” หรือ “แต่ละยี่ห้อต่างกันอย่างไร”
ความจริงคือ รากฟันเทียมที่ดีไม่ได้ตัดสินจากประเทศผู้ผลิต ชื่อเสียง หรือเทคโนโลยีของแบรนด์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่าสามารถนำมาใช้กับสภาพกระดูก เหงือก ตำแหน่งฟัน และแผนการบูรณะของคนไข้ได้เหมาะสมเพียงใด
ที่เดนทิฟิก เคสรากฟันเทียมจะได้รับการตรวจและวางแผนโดยทันตแพทย์ที่ดูแลงานฝังรากฟันเทียมโดยตรง เพราะการรักษาไม่ได้จบลงในวันที่ฝังรากเทียม แต่ต้องคิดต่อไปถึงตำแหน่งของครอบฟัน การสบฟัน ความสวยงาม การทำความสะอาด และการดูแลในระยะยาว
ปัจจุบันเดนทิฟิกเลือกใช้รากฟันเทียม 3 แบรนด์ ได้แก่ Straumann, Neodent และ MegaGen โดยแต่ละระบบมีแนวคิดด้านวัสดุ พื้นผิว และการออกแบบที่แตกต่างกัน เพื่อให้ทันตแพทย์มีตัวเลือกเพียงพอสำหรับสภาพช่องปากที่หลากหลาย
ก่อนเลือกยี่ห้อ ต้องเข้าใจก่อนว่ารากฟันเทียมคืออะไร
รากฟันเทียมคือวัสดุที่ฝังลงในกระดูกขากรรไกร เพื่อทำหน้าที่ทดแทนรากฟันธรรมชาติที่สูญเสียไป หลังจากรากเทียมยึดกับกระดูกได้อย่างเหมาะสม จึงเชื่อมต่อกับส่วนรองรับและครอบฟันด้านบน
รากฟันเทียมหนึ่งซี่จึงประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายส่วน ได้แก่
ตัวรากเทียมที่อยู่ในกระดูก
ส่วนเชื่อมต่อหรือ Abutment
ครอบฟันที่ใช้บดเคี้ยวและมองเห็นภายนอก
สกรูและชิ้นส่วนประกอบภายในระบบ
ดังนั้น การเลือกรากฟันเทียมจึงต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่พิจารณาเฉพาะตัวรากที่ฝังลงในกระดูก
งานทบทวนอย่างเป็นระบบที่ติดตามผลระยะ 10 ปี รายงานอัตราการคงอยู่ของรากฟันเทียมโดยรวมประมาณ 96.4% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะได้ผลลัพธ์เหมือนกัน เพราะผลการรักษายังขึ้นกับสุขภาพของคนไข้ ตำแหน่งที่ฝัง งานบูรณะ แรงสบฟัน และการดูแลภายหลังร่วมด้วย(Clinical Oral Implants Research)
รากฟันเทียมแต่ละยี่ห้อต่างกันตรงไหน
แม้รากฟันเทียมส่วนใหญ่จะผลิตจากวัสดุที่มีความเข้ากันได้กับร่างกาย แต่แต่ละระบบยังมีรายละเอียดแตกต่างกันหลายด้าน เช่น
วัสดุที่ใช้ผลิตตัวรากเทียม
กระบวนการปรับสภาพพื้นผิว
รูปทรงของตัวรากและลักษณะเกลียว
ระบบเชื่อมต่อระหว่างรากเทียมกับครอบฟัน
ขนาดและรูปแบบของรากเทียมที่มีให้เลือก
ชิ้นส่วนสำหรับงานบูรณะประเภทต่าง ๆ
ข้อมูลทางคลินิกและการดูแลต่อเนื่องในอนาคต
ความแตกต่างเหล่านี้ไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่าแบรนด์หนึ่งดีกว่าอีกแบรนด์เสมอไป แต่ช่วยให้ทันตแพทย์เลือกเครื่องมือให้เหมาะกับเงื่อนไขของแต่ละเคสมากขึ้น

1. Straumann: จุดเด่นด้านวัสดุและข้อมูลทางคลินิกระยะยาว
Straumann เป็นระบบรากฟันเทียมจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ที่มีประวัติด้านงานรากฟันเทียมมายาวนาน จุดเด่นที่มักได้รับการกล่าวถึงคือวัสดุ Roxolid® และพื้นผิว SLActive®
Roxolid® เป็นโลหะผสมระหว่างไทเทเนียม 85% และเซอร์โคเนียม 15% ซึ่งผู้ผลิตพัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มความแข็งแรงเชิงกลเมื่อเทียบกับไทเทเนียมทั่วไป คุณสมบัตินี้ทำให้ระบบมีตัวเลือกรากเทียมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กหรือมีความยาวสั้นสำหรับบางสถานการณ์ทางคลินิก
อย่างไรก็ตาม การใช้รากเทียมขนาดเล็กหรือขนาดสั้นไม่ได้แปลว่าจะหลีกเลี่ยงการปลูกกระดูกได้ทุกกรณี ทันตแพทย์ยังต้องประเมินปริมาณกระดูก ตำแหน่งฟัน และแรงบดเคี้ยวเป็นรายบุคคล(Straumann Roxolid)
ส่วน SLActive® เป็นพื้นผิวที่มีคุณสมบัติชอบน้ำหรือ Hydrophilic Surface พัฒนาขึ้นเพื่อสนับสนุนกระบวนการเริ่มต้นของการยึดติดระหว่างรากเทียมกับกระดูก โดย Straumann มีข้อมูลติดตามผลของพื้นผิวนี้ในช่วง 5–10 ปีเผยแพร่อย่างต่อเนื่อง(Straumann SLActive)
เหตุผลที่เดนทิฟิกเลือก Straumann
มีตัวเลือกด้านวัสดุ ขนาด และรูปแบบรากเทียมค่อนข้างครอบคลุม
มีข้อมูลทางคลินิกและการติดตามผลระยะยาวจำนวนมาก
มีชิ้นส่วนสำหรับงานบูรณะตั้งแต่ฟันซี่เดียวไปจนถึงการทดแทนฟันหลายซี่
เหมาะเป็นหนึ่งในตัวเลือกสำหรับเคสที่ต้องการการวางแผนด้านวัสดุหรือขนาดรากเทียมอย่างละเอียด
จุดเด่นเหล่านี้ไม่ได้หมายความว่า Straumann จำเป็นสำหรับคนไข้ทุกคน แต่ทำให้ทันตแพทย์มีตัวเลือกเพิ่มขึ้นเมื่อต้องรับมือกับข้อจำกัดเฉพาะของแต่ละเคส
2. Neodent: ความยืดหยุ่นของ Grand Morse และพื้นผิว Acqua
Neodent ก่อตั้งขึ้นในประเทศบราซิลตั้งแต่ปี 1993 และปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของ Straumann Group แต่ Neodent ไม่ใช่รากฟันเทียม Straumann ในชื่ออื่น เพราะทั้งสองแบรนด์มีระบบ การออกแบบ และชิ้นส่วนของตนเอง(Neodent History)
ระบบที่เด่นของ Neodent คือ Grand Morse® ซึ่งให้ความสำคัญกับการเชื่อมต่อระหว่างตัวรากเทียมกับส่วนบูรณะ รวมถึงการออกแบบที่สามารถรองรับงานตั้งแต่ฟันซี่เดียว ฟันหลายซี่ ไปจนถึงบริเวณที่ไม่มีฟันหลายตำแหน่ง
ระบบ Helix Grand Morse มีรูปทรงตัวรากแบบเรียวและการออกแบบเกลียวแบบ Progressive Thread เพื่อให้ทันตแพทย์สามารถเลือกใช้กับสภาพกระดูกที่แตกต่างกัน ขณะที่แนวคิด One Prosthetic Platform ช่วยลดความซับซ้อนของชิ้นส่วนบูรณะในรากเทียมหลายขนาด Neodent ยังมีพื้นผิว Acqua® ซึ่งเป็นพื้นผิวชนิด Hydrophilic เช่นกัน โดยพัฒนาต่อจากพื้นผิวแบบ SLA เพื่อเพิ่มการเข้าถึงของของเหลวและองค์ประกอบทางชีวภาพบนผิวรากเทียมในช่วงเริ่มต้นของการหาย(Neodent Grand Morse และ Acqua Surface)
เหตุผลที่เดนทิฟิกเลือก Neodent
มีระบบการเชื่อมต่อและชิ้นส่วนบูรณะที่ออกแบบมาเป็นชุดเดียวกัน
รองรับงานบูรณะได้หลายรูปแบบ ตั้งแต่ฟันซี่เดียวจนถึงฟันหลายซี่
มีตัวเลือกรูปทรงรากเทียมสำหรับสภาพกระดูกที่แตกต่างกัน
มีพื้นผิว Acqua สำหรับใช้เป็นอีกทางเลือกในการวางแผน
อยู่ภายใต้กลุ่มผู้ผลิตที่มีระบบสนับสนุนและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในระดับสากล
Neodent จึงไม่ควรถูกอธิบายว่าเป็น “Straumann รุ่นที่ถูกกว่า” เพราะเป็นคนละระบบและมีแนวคิดการออกแบบของตัวเอง ความเหมาะสมต้องตัดสินจากสภาพของเคส ไม่ใช่จากการเปรียบเทียบราคาเพียงอย่างเดียว
3. MegaGen: การออกแบบ AnyRidge เพื่อสร้างความมั่นคง
MegaGen เป็นผู้ผลิตระบบรากฟันเทียมจากประเทศเกาหลีใต้ ระบบที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดระบบหนึ่งคือ AnyRidge® ซึ่งเปิดตัวตั้งแต่ปี 2009
จุดสำคัญของ AnyRidge คือการออกแบบเกลียว KnifeThread® โดยใช้แกนกลางของรากเทียมร่วมกับความลึกของเกลียวที่แตกต่างกัน แนวคิดนี้ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อช่วยให้ทันตแพทย์สร้างความมั่นคงเริ่มต้นของรากเทียมในกระดูกที่มีความหนาแน่นหลากหลาย โดยเฉพาะบริเวณที่กระดูกค่อนข้างนิ่ม
AnyRidge ใช้พื้นผิว XPEED® ซึ่งมีกระบวนการรวมแคลเซียมไอออนเข้ากับพื้นผิวรากเทียมแบบ SLA เพื่อสนับสนุนการตอบสนองของกระดูกต่อพื้นผิวรากเทียม(MegaGen AnyRidge และ XPEED, AnyRidge Design)
เหตุผลที่เดนทิฟิกเลือก MegaGen
การออกแบบเกลียวช่วยเพิ่มทางเลือกในการสร้างความมั่นคงเริ่มต้น
มีขนาดและรูปทรงให้ทันตแพทย์เลือกตามลักษณะกระดูก
สามารถนำมาวางแผนได้หลากหลาย ทั้งฟันซี่เดียวและงานบูรณะหลายซี่
มีระบบชิ้นส่วนและเครื่องมือสำหรับการทำงานตั้งแต่ขั้นตอนผ่าตัดจนถึงงานบูรณะ
เป็นอีกแนวทางการออกแบบที่แตกต่างจาก Straumann และ Neodent อย่างชัดเจน
การมีความมั่นคงเริ่มต้นที่ดีอาจเป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนการรักษา แต่ไม่ได้หมายความว่าคนไข้ทุกคนจะสามารถใส่ฟันหรือใช้งานรากเทียมได้ทันที ระยะเวลารอขึ้นกับคุณภาพกระดูก ความมั่นคงที่วัดได้ ตำแหน่งฟัน และแรงสบฟันร่วมกัน
เปรียบเทียบรากฟันเทียมทั้ง 3 ระบบ
ระบบ | เทคโนโลยีที่นำมาใช้ประกอบการวางแผน | จุดที่ทันตแพทย์พิจารณา |
Straumann | Roxolid®, SLActive® | วัสดุ ตัวเลือกด้านขนาด และข้อมูลทางคลินิกระยะยาว |
Neodent | Grand Morse®, Acqua® | ระบบเชื่อมต่อ ความยืดหยุ่นของงานบูรณะ และพื้นผิว Hydrophilic |
MegaGen | AnyRidge®, KnifeThread®, XPEED® | รูปทรงเกลียวและการสร้างความมั่นคงเริ่มต้นในกระดูกลักษณะต่าง ๆ |
ตารางนี้ไม่ได้เป็นการจัดอันดับ เพราะเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถบอกได้ว่าระบบใดเหมาะกับคนไข้ จนกว่าจะมีการตรวจช่องปากและประเมินภาพรังสีอย่างครบถ้วน
ทำไมเดนทิฟิกจึงเลือกใช้ 3 แบรนด์นี้
เราไม่ได้เลือกทั้งสามแบรนด์เพื่อแบ่งเป็นระดับธรรมดา ดี และดีที่สุด แต่เลือกเพราะแต่ละระบบตอบโจทย์การวางแผนคนละด้าน
1. ครอบคลุมสภาพกระดูกและตำแหน่งฟันที่หลากหลาย
ลักษณะกระดูกของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนมีกระดูกหนาและแน่น ขณะที่บางคนอาจมีกระดูกบาง มีข้อจำกัดด้านความกว้าง หรืออยู่ใกล้โครงสร้างสำคัญ
การมีรากเทียมหลายรูปทรงและหลายขนาด ทำให้ทันตแพทย์สามารถพิจารณาตัวเลือกที่เหมาะกับพื้นที่จริงได้มากขึ้น
2. มีแนวคิดด้านวัสดุ พื้นผิว และเกลียวที่แตกต่างกัน
ทั้งสามระบบไม่ได้ทำงานด้วยแนวคิดเดียวกันทั้งหมด
Straumann มีจุดเด่นด้านวัสดุและฐานข้อมูลระยะยาวNeodent ให้ความสำคัญกับระบบเชื่อมต่อและความยืดหยุ่นด้านงานบูรณะMegaGen มีจุดเด่นด้านรูปทรงเกลียวและความมั่นคงเริ่มต้น
ความแตกต่างนี้ช่วยให้ทันตแพทย์เลือกจากลักษณะของเคส แทนการใช้ระบบเดียวกับคนไข้ทุกคน
3. มองไปถึงการทำครอบฟันและการดูแลในอนาคต
รากฟันเทียมเป็นการรักษาระยะยาว ในอนาคตครอบฟัน สกรู หรือชิ้นส่วนบางอย่างอาจต้องได้รับการตรวจ ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนใหม่
เดนทิฟิกจึงให้ความสำคัญกับระบบที่มีชิ้นส่วนบูรณะและข้อมูลผลิตภัณฑ์ชัดเจน การใช้ชิ้นส่วนที่ได้รับการออกแบบให้ทำงานร่วมกันภายในระบบเดียวกันยังช่วยเรื่องความพอดีและความแม่นยำของจุดเชื่อมต่อ(ITI Academy: Implant Components)
4. เลือกจากข้อมูล ไม่ใช่คำโฆษณาเพียงอย่างเดียว
พื้นผิว Hydrophilic และเทคโนโลยีต่าง ๆ อาจมีประโยชน์ต่อกระบวนการในช่วงต้น แต่ไม่ได้รับประกันว่ารากฟันเทียมจะติดเร็วหรือมีอัตราการอยู่รอดสูงกว่าในคนไข้ทุกคน
งานทบทวนอย่างเป็นระบบพบว่า พื้นผิว Hydrophilic ยังไม่แสดงความแตกต่างทางคลินิกที่ชัดเจนด้านความมั่นคงและอัตราการอยู่รอดในทุกสถานการณ์(Systematic Review: Hydrophilic Implant Surfaces) เทคโนโลยีจึงควรเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งในการตัดสินใจ ไม่ใช่คำรับรองผลการรักษา
แล้วทันตแพทย์จะเลือกรากฟันเทียมให้เราอย่างไร
ก่อนเลือกระบบหรือขนาดของรากฟันเทียม ทันตแพทย์จะพิจารณาข้อมูลหลายด้านร่วมกัน ได้แก่
ปริมาณและความหนาแน่นของกระดูก
ความหนาและสุขภาพของเหงือก
ตำแหน่งของฟันที่หาย
ตำแหน่งครอบฟันที่ต้องการในขั้นสุดท้าย
ความสวยงามของรอยยิ้ม โดยเฉพาะบริเวณฟันหน้า
การสบฟันและแรงบดเคี้ยว
พฤติกรรมนอนกัดฟัน
ประวัติโรคเหงือก
การสูบบุหรี่
โรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่
ความสามารถในการทำความสะอาดหลังรักษา
ข้อมูลปี 2024–2025 จากการทบทวนงานวิจัยขนาดใหญ่ระบุว่า ประวัติโรคปริทันต์ การสูบบุหรี่ การควบคุมคราบจุลินทรีย์ที่ไม่ดี และเบาหวานที่ควบคุมไม่ได้ เป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องนำมาประเมินความเสี่ยงของการอักเสบรอบรากฟันเทียม(Risk Factors for Peri-implantitis, AO/AAP Consensus 2025)
ขั้นตอนการวางแผนรากฟันเทียมที่เดนทิฟิก
1. ตรวจช่องปากและประวัติสุขภาพ
ทันตแพทย์จะตรวจฟัน เหงือก การสบฟัน และซักประวัติโรคประจำตัว ยาที่ใช้ การสูบบุหรี่ รวมถึงประวัติการรักษาทางทันตกรรมที่ผ่านมา
2. ประเมินกระดูกและพื้นที่สำหรับรากเทียม
พิจารณาภาพรังสีและข้อมูลสามมิติเมื่อมีข้อบ่งชี้ เพื่อดูความกว้าง ความสูง และตำแหน่งโครงสร้างสำคัญบริเวณที่จะฝังรากเทียม
3. ออกแบบจากครอบฟัน
ตำแหน่งของรากเทียมควรวางโดยคำนึงถึงตำแหน่งครอบฟันในขั้นสุดท้าย เพื่อให้ได้ทั้งการใช้งาน ความสวยงาม การสบฟัน และรูปแบบที่สามารถทำความสะอาดได้
4. เลือกระบบและขนาดรากเทียม
ทันตแพทย์จึงค่อยเลือก Straumann, Neodent หรือ MegaGen รวมถึงขนาดและรูปทรงที่เหมาะกับข้อจำกัดของเคสนั้น
5. ฝังรากเทียมและติดตามการหาย
หลังฝังรากเทียมจะต้องรอให้กระดูกยึดกับพื้นผิวรากเทียม ระยะเวลาแตกต่างกันตามตำแหน่ง คุณภาพกระดูก ขั้นตอนผ่าตัด และความมั่นคงของรากเทียม
6. ทำครอบฟันและนัดดูแลระยะยาว
เมื่อรากเทียมพร้อมรับแรง จึงเข้าสู่ขั้นตอนการทำครอบฟัน หลังจากนั้นยังควรเข้ารับการตรวจ ทำความสะอาด และประเมินเหงือกรอบรากเทียมอย่างสม่ำเสมอ

รากฟันเทียมยี่ห้อไหนดีที่สุด
คำตอบที่ตรงที่สุดคือ ไม่มีรากฟันเทียมยี่ห้อเดียวที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน
แบรนด์ที่มีชื่อเสียงและเทคโนโลยีสูงอาจยังไม่เหมาะกับบางตำแหน่ง ขณะที่ระบบอีกแบบอาจตอบโจทย์ลักษณะกระดูกหรือแผนงานบูรณะได้มากกว่า
สิ่งที่มีผลต่อผลลัพธ์ระยะยาวอย่างแท้จริง ได้แก่
การวินิจฉัยที่ละเอียด
การวางตำแหน่งอย่างเหมาะสม
การเลือกขนาดและระบบให้ตรงกับสภาพกระดูก
การออกแบบครอบฟันและการสบฟัน
สุขภาพเหงือก
การทำความสะอาดและการตรวจติดตาม
สามแบรนด์ สามแนวคิด แต่เป้าหมายเดียวกัน
Straumann, Neodent และ MegaGen มีจุดแข็งทางการออกแบบต่างกัน เดนทิฟิกจึงเลือกใช้ทั้งสามระบบเพื่อให้ทันตแพทย์มีทางเลือกในการวางแผนที่เหมาะกับคนไข้แต่ละคน โดยไม่ได้ตัดสินจากราคาหรือชื่อแบรนด์เพียงอย่างเดียว
หากมีฟันหาย ฟันแตกจนไม่สามารถเก็บไว้ได้ หรือกำลังพิจารณาทำรากฟันเทียม สามารถเข้ามาตรวจและวางแผนกับทันตแพทย์ที่ดูแลงานรากฟันเทียมของเดนทิฟิกก่อนได้ สามารถทำนัดได้ที่ Line:@dentific หรือโทร 091-068-1490
เพราะก่อนตอบว่าควรเลือกรากฟันเทียมระบบใด เราควรเริ่มจากการตอบให้ได้ก่อนว่า สภาพกระดูก เหงือก การสบฟัน และแผนการใช้งานของคุณต้องการอะไร



Comments